หลายคนคงเริ่มจะคิดว่าทำไมผมยังวนเวียนอยู่กับเมืองลำปางได้นานสองนาน ก็เพราะเรื่องราวใน 48 ชั่วโมงเต็มๆดูมันช่างจะเยอะเหลือเกินที่จะเขียนอธิบายตอนเดียวจบ น่าแปลกที่ผมไปเที่ยวที่ไหนก็อาจจะเขียนจบเพียงหนึ่หน้าแค่นั้น ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะผมค่อนข้างหลงไหลสถานที่ที่ยังดูขลังมากกว่าสถานที่ที่มีแต่ผู้คนและนักท่องเที่ยวมากมายก็ได้ล่ะมั้ง ?
เรามาถึงวัดพระธาตุลำปางหลวงกันแล้ว วันนี้แดดร่มลมตก ฟ้าไม่ใส แต่ไม่ร้อนอบอ้าว เดินได้สบายดี
คนข้างๆผมกำลังไปตกลงเรื่องให้รอรับเรากลับไปหลังจากเดินเสร็จ รถสองแถวที่มา “วัดพระธาตุลำปางหลวง” จะเป็นรถที่ไป “เกาะคา” ซึ่งหากใครอยากจะเที่ยวตั้งแต่วันแรกที่มาถึงก็สามารถนั่งจากขนส่งมาที่นี่ได้เลย แต่ถ้าใครจะมาจากโรงแรมที่ตัวเองพักอยู่ รถสองแถวก็มีวิ่งวนรอบเมืองซึ่งโบกขึ้นรถและบอกคนขับให้มาที่วัดได้ครับ (ผมโดนไปกลับคนละ 1ถ0 ซึ่งก็โอเคครับสำหรับทางไกลขนาดนี้จากตัวเมือง)
มาถ่ายป้ายเพื่อยืนยันการมาถึงของเราเสียหน่อย
บันไดทางขึ้นตัววัดอันเป็ฯลักษณะเฉพาะของทางภาคเหนือ “มกรคายนาค” สังเกตุดีๆจะเห็นว่าหลังจากหัวพญานาคแล้วจะมีตัวอะไรคล้ายๆจระเข้อ้าปากคายนาคออกมา ส่วนตัวยาวๆที่เราเห็นนั้นก็คือตัวของ “มกร” ที่ว่านี้นี่เองครับ ใครอยากรู้ถาม “พี่กู(เกิ้ล)” ดูเอานะครับ [^ ^]
อ้อ มาภาคเหนือทั้งที เราก็ต้องมีตัว “มอม” สัตว์ทรงอิทธิ์ของเมืองเหนือในแบบของวัดพระธาตุลำปางหลวงมาให้ดูกันบ้างละ
ผ่านเข้ามาในประตูวัดผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว อาจจะเพราะลมเย็นด้วยก็ได้ มองเห็นวิหารไม้สลักเบื้องหน้าแล้วก็ตื่นเต้น ผมคงต้องไปถ่ายภาพแบบเต็มๆหลังให้ได้แล้วล่ะ
วิหารเด่นและมีพระธาตุเป็นสง่าอยู่เบื้องหลัง ให้ความรู้สึกว่า……..เสียดายจริงๆที่มีถังขยะมาวางตรงนี้เสีย mood หมด [-*-]
ภายในมีคนมากราบไหว้หลายต่อหลายคน ที่นี่ห้ามจุดธูปเทียนทั้งสิ้นครับ ให้เอาไปจุดนมัสการพระธาตุฯที่ด้านหลังอีกทีหนึ่ง
พอมายืนตรงหน้าพระธาตุลำปางหลวง ผมขนลุกซู่เลยทีเดียว ตะลึงงันไปชั่วขณะ ด้วยความใหญ่โตด้วยหรืออะไรด้วยผมเองก็ไม่ทราบ แต่เมื่อได้ก้มกราบผมก็เหมือนจะน้ำตาไหล เอ.. พูดมากไปกว่านี้ดูจะเปลี่ยนเว็บท่องเที่ยวเป็นเว็บไสยศาสตร์ซะแล้วแฮะ เอาเป็นว่ามันเป็นความรู้สึกปิติที่ได้มาไหว้ละกัน ซึ่งกับที่อื่นผมเองก็ไม่ได้เป็นแบบนี้เท่าไหร่นะ
ว่าแล้วก็ขอเล่าเรื่องราวที่ได้มาจาก wiki เกี่ยวกับตำนานของพระธาตุซะหน่อยแล้วกันนะครับ
“ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระสามองค์ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ จนถึงบ้านลัมภะการีวัน (บ้านลำปางหลวง) พระพุทธเจ้าได้ประทับเหนือดอยม่อนน้อย มีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ ลัวะอ้ายกอน เกิดความเลื่อมใส ได้นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้างมะพร้าว และมะตูมมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ฉันน้ำผึ้งแล้วทิ้งกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ แล้วทรงพยากรณ์ว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะมีชื่อว่า ลัมพกัปปะนคร แล้วได้ทรงลูบพระเศียรได้พระเกศามาหนึ่งเส้น มอบให้แก่ลัวะอ้ายกอนผู้นั้น ลัวะอ้ายกอนได้นำพระเกศานั้น บรรจุในผอบทองคำ และใส่ลงในอุโมงค์พร้อมกับถวายแก้วแหวนเงินทองเป็นเครื่องบูชา แล้วแต่งยนต์ผัด(ยนต์หมุน) รักษาไว้ และถมดินให้เรียบเสมอกัน แล้วก่อเป็นพระเจดีย์สูงเจ็ดศอกเหนืออุโมงค์นั้น ในสมัยต่อมาก็ได้มีกษัตริย์เจ้าผู้ครองนครลำปางอีกหลายพระองค์ มาก่อสร้างและบูรณะซ่อมแซม จนกระทั่งเป็นวัดที่มีความงามอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”
ว่าแล้วก็ขาดไม่ได้ที่จะมาดู “เงาพระธาตุหัวกลับ” ที่หลายๆคนพูดถึงในเว็บบ้างนังสือบ้างกันเสียหน่อย ที่ี่ห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้นไป เห็นว่าที่ผู้หญิงเข้าได้จะอยู่อีกที่หนึ่ง ตรงนี้จะเป็นรอยพระพุทธบาทครับที่อยู่ภายใน แต่ก็มีเงาพระธาตุฯด้วยเช่นกัน
เมื่อปิดประตูก็เห็นเงาละท้อนอยู่บนผืนผ้าใบครับ หลักการของกล้องถ่ายภาพเรานี่เอง เมื่อแสงผ่านรูประตูมาเงาก็จะตกกระทบกับวัตถุเกิดเป็นภาพหัวกลับขึ้นนั่นเอง ถาเป็นคนสมัยโบราณคงว่าเป็นปาฏิหารย์เนอะ
ก่อนจะกลับผมยังได้เดินชมพิพิธภัณฑ์และวิหารๆอื่นๆรอบวัดด้วย ผมไม่ทันสังเกตุเลยว่าเค้าห้ามถ่ายรูป ก็เลยกดมาเสียหลายแชะ ไหนๆก็กดมาแล้ว เลยเอารูปมาแชร์ให้ทุกคนได้ดูแล้วกันนะครับ [^ ^]
ที่แสดงในนี้เป็นโบราณวัตถุพวกเครื่องปั้นเครื่องใช้ต่างๆที่ขุดพบและเจอในเมืองลำปางนี้มาจัดแสดงไว้ภายในครับ ตรงนี้น่าจะยังถ่ายรูปได้อยู่เพราะเห็นคนหลายคนก็เอากล้องยกขึ้นมาถ่ายกัน
เก่าแก่แค่ไหน ดูเอาจากป้ายคำอธิบายละกันครับ 200 กว่าปีทีเดียวเชียว
พอถ่ายมาถึงตรงนี้ก็มีคนมาบอกให้ผมหยุดถ่ายรูปครับ ผมยังสงสัยอบ่เพราะว่าไม่มีป้ายคำอธิบายว่า พรุพุทธรูปองค์ที่ผมเห็นตรงหน้านี้คืออะไร คงต้องหาข้อมูลกันในเน็ตต่อ
เขลางค์ฯตอนสุดท้าย คราวหน้า ผมจะพาไปเดิน “กาดกองต้า” ตลาดนัดสำหรับเดินช๊อปและพักผ่อนในแบบของชาวลำปางครับ [^ ^]
เรื่องในซีรีย์ เขลางค์ใช่ทางผ่านตอนอื่นๆ
……………………………………………………..
เขลางค์ใช่ทางผ่าน.. ฉากที่ 3 : มื้อค่ำถึงมื้อเช้า
เขลางค์ฯใช่ทางผ่าน.. ฉากที่ 2 : มื้อเที่ยงที่แจ้ซ้อนถึงโรงแรมเวียงลคอร์
เขลางค์ฯใช่ทางผ่าน.. ฉากที่ 1 : แช่น้ำพุร้อนที่แจ้ซ้อน
