พริ้ว น้ำใสไหลเย็นเห็นปลาพลวง
ทิ้งห่างไป 2 อาทิตย์กว่าจะได้กลับมาอัพเรื่องต่อ ช่วงนี้งานทั้งงานในงานนอกเยอะจนแบ่งเวลาตัวเองแทบจะไม่ทันเลย ครั้งที่แล้วผมพาไปเกาะช้างแบบ 2 days trip จะเรียกว่าเที่ยวแบบลวกๆก็ว่าได้ ถึงแค่ไม่กี่วันแต่ก็ได้พักผ่อนทิ้งเรื่องอะไรๆในสมองออกไปได้เต็มที่เหมือนกัน วันนี้จะมาต่อกับสถานที่เที่ยวระหว่างทางกลับมากรุงเทพฯ “น้ำตกพริ้ว” ที่จันทบุรีครับ
มาถึงแล้วจะมีที่จอดรถอยู่ทางฝั่งซ้ายของถนนนะครับ สามารถจอดได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตอนเข้ามาจะมีแม่ค้าพ่อค้าคอบโบกให้เข้าไปจอดรถในบ้านหรือในร้านก็เข้าไปจอดได้เช่นกัน ตอนออกก็ซื้อของจากร้านเป็นมารยาทนิดหน่อยก็สะดวกดีครับ ถือว่ามีคนเฝ้ารถให้ด้วย
หน้าอุทยานก่อนเข้าก็มีให้ซื้อตั๋วกันก่อน คนไทยก็ราคา 40 บาทเป็ฯปรกติครับ เป็นคนไทยก็ดีงี้แหละ
บัตรเข้าอุทยานแห่งชาติจะเหมือนกันทุกที่คือเมื่อซื้อแล้วสามารถเที่ยวอุทยานแห่งชาติที่อื่นๆต่อได้ภายในวันนั้นครับ
หน้าประตูทางเข้าแล้ว ไปกันเหอะ ร้อนจะแย่ อยากเห็นน้ำตกเร็วๆ แล้วล่ะ
ทางเดินเข้ามาได้สะดวกสบายครับ เทปูนอย่างดีแล้ว ไม่ต้องปีนเขาอะไรมากมาย แถมมีห้องน้ำและร้านค้าเป็นระยะๆ
ผมมาถึงน้ำตกชั้นล่างแล้ว ตอนแรกไมไ่ด้ใส่ใจอะไรเท่าไหร่ พอมองดีๆ โอ๊ะ ปลาหรือนั่น เยอะแยะมากมายอะไรอย่างนี้ พี่ที่ออฟฟิศบอกว่าที่นี่มีปลาเยอะ ไอ้เราก็นึกว่าเยอะที่ว่าคงแค่ประมาณน้ำตกเอราวัณกาญจบุรีล่ะมั้ง ที่ไหนได้เยอะขนาดนี้เชียว
ป้ายคำเตือนที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ อย่าลืมทำตามกันด้วยนะครับ เพื่อที่ธรรมชาติสวยๆแบบนี้จะได้อยู่กับเราไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
“ปลาพลวงหิน” เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ไปแล้ว สงสัยเพราะความที่มีเยอะจัด
ก่อนทางขึ้นไปชั้นต่อไป มี “สาลเจ้าพ่อเขาสระบาป” อยู่ที่นี่ครับ ก่อนขึ้นไปก็อย่าลืมยกมือไหว้กันก่อนเพื่อความปลอดภัย และไหว้ขออภัยในสิ่งที่อาจทำไปเพราะความไม่รู้ตอนกลับ จะได้เดินทางถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ ผมไปที่ไหนก็ทำแบบนี้เสมอๆ ทำแล้วสบายใจ
ทางขึ้นเริ่มมีต้นไม้ปรกคลุม แต่ก็ยังเดินได้ง่าย เพราะทางการทำทางไว้ดีแล้วครับ ไม่ต้องกลัวลื่นกลัวหลง
ปิรามิดพระนางเรือล่มครับ เนื่องจากความขี้เกียจ ผมหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตได้ความมาให้อ่านดังนี้
อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ณ น้ำตกพริ้ว จังหวัดจันทบุรี ภายในบรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ไว้ด้วย มีลักษณะเป็นรูปทรงพีระมิดพร้อมคำจารึก โดยเหตุที่สร้างสถูปเป็นรูปทรงนี้ก็มาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ว่า " ทำเป็นรูปอื่นอาจไม่คงทนถาวร เพราะตั้งอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร อันไม่มีผู้ดูแล ฉะนั้น เมื่อปิรามิดของอียิปต์ยืนยงคงทนอยู่ได้ฉันใด ปิรามิดน้อยนี้ก็จะยืนยงคงทนอยู่เช่นกัน ณ ท่ามกลางป่าเขาและเสียงไหลรินของธารพลิ้ว "
ที่มา : http://www.thaitambon.com/tambon/ttrvList.asp?ID=220604
เมื่อขึ้นมาที่ชั้นบนแล้ว ปลาที่ว่าเยอะยิ่งเยอะมากขึ้นไปอีกครับ มากันดำมืดมองไม่เห็นพื้นน้ำเลย ปลาที่นี่ชอบกินถั่วฝักยาวแฮะ ข้างล่างก่อนขึ้นมามีขายกันให้เพียบเลยครับ
มาถึงพี่เค้าก็ถ่ายคลิป อยากรู้ว่าถ้าตกลงไปปลาจะกินไหมหนอ 555+
มาดูความโหดของปลาที่นี่กันหน่อย ขนาดเอาถั่ววางบนหิน ยังกระโดขึ้นมากินได้ครับ มันลืมไปรึปล่าวไม่รู้ว่ามันเป็นปลา ถ้าพลาดงับนิ้วละก็… เหอะๆๆ ไม่อยากคิด [- -]
ขึ้นไปอีกน้ำก็เริ่มจะใสขึ้นครับ ตรงนี้เริ่มมีคนแช่น้ำกันแล้ว อากาศร้อนๆแบบนี้เอาเท้าแช่ในน้ำตกเย็นๆ ชื่นใจไม่ใช่น้อยเลยครับ
มาถึงชั้นบนสุดที่จะเดินขึ้นมาได้แล้ว ชั้นอื่นไปต่อไม่ได้แล้วครับ ต้องให้เจ้าหน้าที่พาปีนขึ้นไป คนเล่นน้ำกันเยอะเลยทั้งคนไทย ทั้งคนต่างชาติ
มีทุ่นลอยกั้นเขตน้ำลึกไว้ด้วย แปลว่าอันตรายพอดู ถ้าเป็นหน้าน้ำ น้ำอาจจะแรงกว่านี้เยอะครับ นี่ขนาดหน้าแล้ง น้ำยังไหลแรงกว่าน้ำตกคลองพลูเยอะเลย
ผมก็อยากจะเล่นมั่งอะนะ แต่ว่าไม่อยากถอดรองเท้าเลย กำลังวักน้ำล้างหน้าสายตาก็ไปเจออะไรเข้าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพมาครับ
เป็น “อ้ายโม่ง” ที่พึ่งลอกคราบออกมากลายเป็นแมลงปอนั่นเอง หาโอกาสดูได้ยากในเมืองกรุงจริงๆ ผมจ้องอยู่นานสองนานเลยล่ะครับ ใจก็คิดพลางไปว่าเจ้านี่คงทรหดน่าดู ขนาดอยู่กับปลาหิวหฤโหดขาดนี้ยังรอดมาเป็นแมลงปอได้ นับถือๆ [^ ^]
และแล้วทริปนี้ก็จบลงพร้อมกับเก็บความอิ่มใจและพลงงานเต็มเปี่ยมกลับไปสู่โลกแห่งการแข่งขันในวันทำงานของเมืองหลวงอีกครั้ง นี่แหละ ทริปสั้นๆที่ยิ่งใหญ่ 555+
ใครอยากจะไปเที่ยวบ้าง ดูตามแผนที่ด้านล่างนี้ได้เลยครับ จาก Longdo.com เช่นเคย
………….







